การละเล่นว่าวไทย พลิ้วไหวตามสายลม

การละเล่นว่าวไทย

“ว่าว” เป็นชื่อเรียกของเล่นสมัยโบราณ เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นเพื่อความสนุกสนานของเด็กๆ ซึ่งไม่ทราบประวัติแน่ชัดว่าว่าวถูกคิดค้นโดยผู้ใด รู้แต่เพียงว่า ว่าวจะบินล่องลอยพริ้วไหวไปตามสายลมอย่างสวยงาม

การละเล่นว่าวไทยเป็นการละเล่นที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยใช้อุปกรณ์ในการทำไม่เยอะมาก และไม่ต้องเสียเงินมาก แบ่งประเภทของว่าวเป็น 2 ประเภทคือ ว่าวจุฬา และว่างปักเป้า ว่าวมีหลากหลายรูปแบบ ที่เห็นได้บ่อยๆคือ ว่าวรูปดาว ในปัจจุบันมีผู้พัฒนารูปแบบของว่าวไว้มากมาย เป็นการสร้างสรรค์ว่าวไทยรูปแบบใหม่ มีทั้งรูปการ์ตูน รูปผีเสื้อ รูปดอกไม้ เป็นต้น การเล่นว่าวสามารถเล่นกันได้ทุกฤดู ทั้งหน้าร้อนและหน้าหนาว แต่หน้าฝนคงจะเล่นไม่ได้แน่ๆ ซึ่งวิธีการเล่นว่าวจะต้องอาศัยแรงลมเป็นตัวช่วยให้ว่าวบินได้ ผู้เล่นจะต้องชำนาญในเรื่องการดูทิศทางของกระแสลม สำหรับใครที่กำลังเบื่อจากการเล่นการพนันบอล ลองเปลี่ยนมาเล่นว่าวไทยกันดูได้ รับรองว่าสนุกสนานแล้วยังได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอีกต่างหาก

วิธีเล่นว่าวไทย มีดังนี้

  1. ชักว่าวให้ว่าวลอยไปตามสายลมปัก แล้วปักเว่าให้อยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
  2. ดึงสายชักของว่าวให้พริ้วไหวไปตามทิศทางที่ต้องการ
  3. วีธีการเล่นแบบต่อสู้กัน เสมือนว่าเป็นการทำสงครามกันบนอากาศ

4.วิธีการเล่นว่าวรูปแบบใหม่ คือ การเล่นว่าวไปพร้อมๆกับเล่นพนันบอล

นอกจากการเล่นว่าวเพื่อความสนุกสนานแล้ว ยังมีการแข่งขันชักว่าวอีกด้วย ซึ่งการแข่งขันชักว่าวนั้นเป็นกีฬาที่มีเอกลักษณ์ เป็นศิลปะที่สวยงามชิ้นหนึ่งของประเทศไทยอีกอย่างหนึ่ง การแข่งว่าวจะต้องใช้ทักษะความสามารถของผู้เล่นเป็นอย่างมาก ผู้ทำว่าวและผู้ชักว่าวจะต้องใช้ความประณีต ความแข็งแรง ความมีไหวพริบ และต้องมีความพร้อมเพรียงกันอีกด้วย

การละเล่นเป่ากบ สนุกได้ไม่ต้องมีกบ

การละเล่นเป่ากบ

การละเล่นเป่ากบ เป็นการละเล่นไทยในสมัยโบราณ ที่ว่าเป่ากบนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เอากบมาเป่าเล่นกันแต่อย่างใดเลยนะ แต่จะใช้หนังยางที่เป็นวงๆ มาเป่าแทน เมื่อยางปลิวไปตามลมมันจะกระโดดไปข้างหน้าลักษณะเหมือนกับกบกำลังกระโดด จึงเป็นที่มาของชื่อการละเล่นชนิดนี้นี่เอง

วิธีการเล่นเป่ากบนั้น จะต้องมีผู้เล่นอย่างน้อยสองคน หรืออาจจะเล่นเป็นทีมก็ได้ แล้วแต่จะตกลงกัน อุปกรณ์ที่ใช้ก็มีไม่มาก หาได้ง่ายตามบ้านเลย คือ หนังยางวงกลม (อาจใช้ยางวงเล็กหรือยางวงใหญ่ก็ได้ตามความชอบและความถนัด) ซึ่งยางวงจะมีสีสันแตกต่างกัน คือ สีเขียว สีแดง สีเหลือง เป็นต้น อาจจะให้แต่ละฝ่ายใช้สีที่ไม่เหมือนกันเพื่อจะได้แยกแยะออกว่าเป็นของใคร ส่วนสถานที่ที่ใช้ในการเล่นก็คือ บนพื้นบ้านนี่เลยล่ะ จะเป็นพื้นไม้ พื้นปูน พื้นกระเบื้อง หรือบนพื้นโต๊ะก็สามารถเล่นได้นะ แต่ไม่สามารถเล่นในคอมพิวเตอร์ผ่านอินเตอร์เนทได้เหมือนกับการเล่นแทงบอลของวัยรุ่นในสมัยนี้ ส่วนขั้นตอนการเล่น ผู้เล่นจะนำหนังยางมาวางบนพื้นคนละ1เส้น อยู่ห่างกันคนละ1ฟุต ให้ทั้งสองฝ่ายพลัดกันเป่ายางของตนเองไปข้างหน้าเรื่อยๆ ให้ยางของตนไปทับบนยางของฝ่ายตรงข้าม หากทับบนยางของฝ่ายตรงข้ามได้ ฝ่ายนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ ส่วนผู้แพ้จะต้องถูกทำโทษตามกติกาที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก

ประโยชน์จากการเล่นเป่ากบสิ่งที่เด็กๆ จะได้รับนอกเหนือจากความสนุกสนานก็คือ ได้มีการฝึกทักษะการเรียนรู้ด้านจังหวะทิศทาง ได้รู้จักฝึกใช้ไหวพริบสังเกตฝ่ายตรงข้าม คิดวิเคราะห์เพื่อหาทางหลีกหนีหรือหาทางเอาชนะ และได้มีการออกกำลังกายไปในตัว เพราะการเป่าลมแต่ละครั้ง จะต้องใช้พลังงานการหายใจอย่างถูกวิธี นอกจากนี้หากเล่นกันเป็นกลุ่มก็จะได้ฝึกให้เด็กๆ มีความสามัคคีกลมเกลียวกันอีกด้วยที่สำคัญเลยก็คือ เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างอย่างเป็นประโยชน์โดยที่ไม่ต้องไปเล่นแทงบอลให้เสียสุขภาพจิตหรือเสียเงินเสียทองอีกต่างหาก

ในปัจจุบัน เราจะไม่ได้เห็นการละเล่นชนิดนี้กันอีกแล้ว เพราะเด็กๆ มีการละเล่นอื่นๆ ให้เล่นมากมาย การละเล่นเป่ากบซึ่งเป็นการละเล่นโบราณจึงถูกเก็บไว้เป็นเพียงบันทึกที่บอกเล่าอ้างอิงกันมาเท่านั้นเอง แต่ถึงอย่างไรแม้จะมีการละเล่นอื่นๆ เข้ามาแทนที่ แต่เป้าหมายของการเล่นก็ยังคงเดิม คือ เล่นเพื่อความสนุกสนาน และได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ไปด้วยในตัว

ไลฟ์สไตล์การละเล่นฟุตบอลยุคดิจิตอล

การละเล่นฟุตบอล

การละเล่น มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในช่วงเวลาที่เราทุกคนเป็นเด็กน้อย เป้าหมายของการเล่นก็เพื่อความสนุกสนาน ในสมัยโบราณเราจะเห็นว่ามีการละเล่นแบบต่างๆ เช่น การขี่ม้าส่งเมือง ขี่ม้าก้านกล้วย มอญซ่อนผ้า เดินกะลา กระต่ายขาเดียว กระโดดยาง ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันการละเล่นเหล่านี้ไม่เป็นที่นิยมเล่นกันแล้ว อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เด็กรุ่นใหม่หันไปเล่นเกมบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไอแพด หรือมือถือ ดังนั้นไลฟ์สไตล์การละเล่นในยุคดิจิตอลจึงเปลี่ยนไป

การละเล่นฟุตบอลก็เช่นกัน เป้าหมายจากการเล่นก็เพื่อความสนุก ไลฟ์สไตล์การละเล่นฟุตบอลของชาว sboจึงเปลี่ยนไปตามยุค แต่ยังคงมีเป้าหมายเดียวกันคือความสนุก เพราะได้ลุ้น และได้ทายผลบอล พวกเขามีความสุขทุกครั้งที่ได้ดูนักฟุตบอลเตะลูกกลมๆ วิ่งไปมาบนสนามหญ้าสีเขียวซึ่งมองดูแล้วสบายตายิ่งนัก ถึงแม้บางครั้งเขาอาจจะควบคุมลูกฟุตบอลไม่ได้ด้วยตนเองจนแทบอกอยากจะกระโดดเข้าไปเล่นเองในสนามเลยทีเดียว แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกสนุกกับการละเล่นชนิดนี้ อย่างไม่มีเบื่อหน่าย พวกเขาจะอารมณ์ดีหากผลการแข่งขันเป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งแน่นอนความสนุกมันอยู่ตรงนี้นี่เอง การละเล่นชนิดนี้สามารถเล่นได้เพียงคนเดียวหรือจะเล่นกันเป็นหมู่คณะก็สนุกดีนะ เพราะมีการแสดงทรรศนะที่แตกต่างกัน ซึ่งความสนุกมันจะอยู่ที่ทรรศนะใครเจ๋งกว่ากัน

ถึงแม้ชาว sbo จะหันไปเล่นฟุตบอลมากกว่าการละเล่นแบบสมัยโบราณ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะนิยมนั่งเล่นอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไอแพด หรือมือถือ แต่ผมก็มีความเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่อย่างพวกเขาก็ยังคงอนุรักษ์การละเล่นแบบสมัยโบราณเอาไว้ให้เป็นมรดกของชาติ ให้ลูกหลานได้สืบต่อไป ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคนรุ่นใหม่คงจะไม่ทิ้งการละเล่นของไทยเราไว้ให้เป็นเพียงแค่การละเล่นในสมัยโบราณที่ถูกลืมเลือนและถูกทอดทิ้งไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ม้าก้านกล้วย ของเล่นที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อเด็ก

ม้าก้านกล้วย

อะไรเอ๋ย…อะไรนะที่เป็นอาหารโปรดของเจ้าลิงจ๋อ? คำตอบก็คือ “กล้วย” นั่นเอง กล้วยเป็นอาหารที่ลิงโปรดปรานเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้มีเพียงแค่ลิงเท่านั้นที่ชื่นชอบ มนุษย์ก็ยังชอบทานกล้วยมากเหมือนกัน และนอกจากกล้วยจะนำมารับประทานได้แล้ว ส่วนต่างๆ ของต้นกล้วยก็ยังมีประโยชน์มากมาย ทั้งก้าน ใบ ลำต้น ดอก ผล และราก เรียกได้ว่ามีประโยชน์ทั้งต้นเลยทีเดียว แล้วรู้หรือไม่ว่าทีเด็ดของก้านกล้วย คือ สามารถนำมาทำเป็นของเล่นสำหรับเด็กๆ ได้อีกด้วยนะจ๊ะ สำหรับเด็กรุ่นใหม่แล้วอาจจะงงว่าก้านกล้วยจะเป็นของเล่นได้ยังไงกัน งั้นลองมาทำของเล่นจากก้านกล้วย ที่เรียกกันว่า “ม้านก้านกล้วย” กันดีกว่าจ๊ะเด็กๆ

วิธีทำ ”ม้าก้านกล้วย”

วิธีการทำม้าก้านกล้วยไม่ยากเลย เด็กๆ ก็สามารถทำเองก็ได้นะ แต่ต้องระวังมีดบาดมือด้วยล่ะ ก่อนอื่นต้องหาต้นกล้วยให้ได้ก่อน จากนั้นก็เลือกตัดเอาใบกล้วยที่มีความยาวพอเหมาะมา แล้วเลาะใบกล้วยออกเหลือไว้เพียงเล็กน้อยที่ปลายใบเพื่อให้เป็นหางม้า เอามีดฝานแฉลบบางๆ ด้านข้างของก้านตรงที่กะไว้ไปทางด้านโคนทั้งสองข้างเพื่อให้เป็นหูม้า พอได้ขนาดหูยาวตามต้องการแล้วก็เอามือหักก้านกล้วยตรงที่กะจะให้เป็นโคนหูม้า ก้านกล้วยก็จะกลายเป็นรูปม้ามีหูม้าชันขึ้นทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็เอาแขนงไม้ไผ่มาเสี้ยมปลายให้แหลม ความยาวประมาณคืบเศษ เสียบหัวม้าที่พับเอาไว้ เสียบทะลุไปที่ก้าน ไม้ที่เสียบก็จะมีลักษณะเหมือนสายบังเหียนที่ผูกปากม้ากับคอม้า เสร็จแล้วก็ทำเชือกกล้วยมาผูกด้านหัวม้าและหางม้า ทำเป็นสายสะพายบ่า เท่านี้ก็เป็นอันสำเร็จ อย่าลืมหาแขนงไม้ไผ่มาหนึ่งอัน เพื่อใช้เป็นแส้ขี่ม้า และแล้วก็ได้ม้าก้านกล้วยพร้อมเล่นได้แล้ว

สำหรับวิธีการละเล่นม้าก้านกล้วยก็แล้วแต่เด็กๆ จะพลิกแพลงทีเด็ดวิธี เช่น การเล่นควบม้าแข่งกัน หรือ การเล่นควบม้าต่อสู้กันโดยใช้แขนงไม้ไผ่มาทำเป็นดาบ เพื่อใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้ หรือจะวิ่งแข่งกันเป็นคู่ และหากไม่มีเพื่อนเล่นด้วยก็ยังสามารถเล่นคนเดียวได้อีกด้วย

จินตนาการสร้างสรรค์การละเล่นของเด็กไทย

การละเล่นของไทย

            เด็กๆ มีพัฒนาการในการเจริญเติบโต เพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า เด็กๆ จะใช้จินตนาการสร้างสรรค์ในการละเล่น ซึ่งการละเล่นของเด็กๆ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ และพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ โดยการละเล่นของเด็กๆ มักมีการเลียนแบบผู้ใหญ่ เช่น การเล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ลูก เป็นต้นแต่ในปัจจุบันการละเล่นของเด็กๆ ถูกพัฒนามากขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เด็กมักจะเล่นเกมส์อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เด็กๆ จะสนุกสนานกับการเล่นเกมส์ออนไลน์มากมาย เช่น แทงบอลออนไลน์ เป็นต้น

                การสร้างสรรค์จินตนาการของเด็กจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการละเล่นแบบต่างๆ ที่มีผลต่อการสร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก ทั้งด้านอารมณ์ สังคม และพัฒนาการด้านสติปัญญา เด็กๆ จะรู้สึกเพลิดเพลินกับการละเล่นที่สนุกสนาน โดยใช้วัสดุในธรรมชาติมาทำเป็นของเล่น เช่น การละเล่นม้าก้านกล้วย จะนำก้านของต้นกล้วยมาเล่นขี่เป็นม้า การละเล่นว่าวไทย ชักคะเย่อเป็นการละเล่นที่ใช้เชือกเส้นเดียวมาใช้ในการเล่น  และมอญซ่อนผ้าก็นำผ้ามาประกอบการละเล่นด้วยเช่นกัน หรือการละเล่นที่ไม่ใช้วัสดุอุปกรณ์ใดใดมาประกอบการละเล่นเลยแต่ใช้ร่างกายของเด็กเอง เช่น การละเล่นขี่ม้าส่งเมือง รีรีข้าวสาร ตี่จับ และงูกินหาง เป็นต้น

                ในปัจจุบัน การละเล่นแบบไทยไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และเทคโนโลยีก็มีความก้าวหน้ามากขึ้น เด็กๆ หันมาให้ความสนใจในเทคโนโลยีมากกว่าการละเล่นแบบสมัยโบราณ พฤติกรรมการเล่นของเด็กได้เปลี่ยนไป เด็กๆ มักจะนั่งเล่นเกมส์ แทงบอลออนไลน์ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์มากกว่าจะเดินออกมาวิ่งเล่นอย่างอิสระ ทำให้ความร่าเริงของเด็กลดน้อยลง อาจมีผลเสียตามมาและจะนำไปสู่ปัญหาสังคมอื่นๆ อีกก็เป็นได้ ดังนั้นหากเราไม่อยากให้วัฒนธรรมการละเล่นของไทยต้องสูญสลายหายไป เราควรต้องอนุรักษ์เอาไว้เพื่อให้เด็กรุ่นหลังได้รู้จักการละเล่นของไทยแบบสมัยโบราณ และรักษาให้คงอยู่เรื่อยไป